หมีขาวใช้ชีวิตอยู่ที่ขั้วโลกเหนืออย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่า…
พื้นที่หากินของมันหดแคบลง โลกที่ร้อนขึ้นทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยธรรมชาติแล้วพวกมันไม่สามารถว่ายน้ำได้ต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน
จึงจำเป็นต้องแวะพักเหนื่อยตามแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่กระจัดกระจาย
แผ่นน้ำแข็งที่เหลือน้อย ทำให้พวกมันใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
…ถ้าแผ่นน้ำแข็งละลายหมดเกลี้ยง หมีขาวจะอยู่รอดได้อย่างไร…
แต่ข้อมูลใหม่ที่เราเพิ่งรู้จากปากของ Mr. Cooper ก็คือ
ขยะจำพวกพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเล มันแตกสลายเป็นละอองพลาสติกตามวันเวลา
และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ส่งต่อไปยังนักล่าที่ยืนอยู่บนสุดของพีระมิด
ปลาตัวเล็ก—> ปลาตัวใหญ่—> สิงโตทะเล แมวน้ำ—> หมีขาว
หมีขาวรับสารแปลกปลอมอย่างพลาสติกเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินตามลำดับขั้น
กระทั่งทำให้หมีขาวจำนวนไม่น้อยมีสองเพศในตัวเดียว
!!!
บางห้วงจังหวะที่จับใจความจากภาษาต่างด้าวไม่ได้
หมีขั้วโลกหรือที่นักวิทยาศาสตร์บางคนระบุว่ามันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์แห่งมหาสมุทร
ที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก หมีชนิดนี้อาศัยอยู่ในดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บเกินกว่า
มนุษย์จะเข้าใจ ที่ราบทุนดร้าแห่งอาร์คติค มีพื้นที่ 5 ตารางไมล์ ที่นี่มีฤดูหนาวกินระยะเวลานานถึง 4 เดือน ซึ่งอุณหภูมิจะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงลบ 50 องศาเซลเซียล ลมจะพัดผ่านผืนหิมะอันว่างเปล่าด้วยความเร็วประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่วนผืนน้ำถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่ลึกกว่า 6 ฟุต
ท่ามกลางความหนาวเหน็บนี้ หมีขั้วโลกใช้เวลายาวนานกว่าสองแสนปี

เพื่อพัฒนาศิลปะแห่งการอยู่รอดในดินแดนแห่งนี้ แต่การปรับตัวบางอย่างถูกคิดค้นมาหลอกเราได้อย่างชาญฉลาด เช่น ขนสีขาวราวหิมะอัน แสนสวยที่แลดูขาวสะอาดและละเอียดของมัน แท้จริงแล้วขนของมันไม่ใช่สีขาวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งขนของหมีขั้วโลกนั้นเหมือนกับผ้าห่มหนาที่ทำมาจากหลอดดูดน้ำแบบละเอียด ทั้งหมดเหมือนเคลือบด้วยยาทาเล็บ แพขนจะสะท้อนแสงแดดที่ทอดลงมาบนหิมะ ทำให้มันดูเป็นสีขาวและกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
เมื่อถึงเวลาอาหารนักกินที่มูมมามอย่างหมีขั้วโลกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อกินอย่างสะอาด การดูแลตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ของหมีขั้วโลก พวกมันสนใจกับการดูแลตัวเองมาก และไม่แปลกที่หมีจะหยุดกินแล้วทำความสะอาดอุ้งเท้าที่เปรอะไปด้วยเลือด ก่อนจะกลับไปกินต่อแต่ที่หมีขั้วโลกทำเช่นนี้คือมีเหตุผลว่าขนที่เกรอะกรังและสกปรกจะไม่สามารถช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้ เพราะการป้องกันความหนาวคือสิ่งสำคัญต่อหมีขั้วโลก หมีมีระบบทำ
ความร้อนสำรองใต้เส้นขน ชั้นไขมันหนาจะเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกาย ซึ่งหมีขั้วโลกจะรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติอยู่ตลอดเวลา
ในบางครั้งขนที่หนาและละเอียดของมันรวมถึงชั้นไขมันอาจทำให้ความร้อนในตัวสูงเกิน ไปจนอาจเสียชีวิตได้ ทำให้พวกมันต้องใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า งานวิจัยต่างๆ แสดงว่าการเดินช้าๆ ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายของพวกมันได้ เจ้าหมีจะเดินไปบนน้ำแข็งและหิมะด้วยความเร็วเพียง 3 – 4 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น
หมีขั้วโลกครองสถิติเท้าใหญ่ที่สุดในบรรดาตระกูลหมีทั้งหมด อุ้งเท้าขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาพิเศษสำหรับน้ำแข็งโดยเฉพาะ เท้าของมันปกคลุมไปด้วยปุ่มคล้ายนิ้วที่เรียกว่า
“พาพิเล” ซึ่งช่วยทำให้ฝ่าเท้ามีลักษณะเหมือนกระดาษทราย ทำให้มีแรงฝืดบนน้ำแข็งอันแสนลื่นได้ เท้ากึ่งพังผืดทำให้สามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดาย อุ้งเท้าหนาทำหน้าที่เปรียบ
เสมือนไม้พาย ผลักดันร่างกายอันใหญ่โตผ่านน้ำ ฝ่าเท้าหลังบังคับทิศทางเสมือนหางเสือ กรงเล็บจะจิกลงไปบนแผ่นน้ำแข็งช่วยให้มันยกตัวขึ้นจากน้ำได้ พวกมันไม่มีปัญหาในการ
เกาะแพน้ำแข็งเพื่อเดินเช่นกัน เท้าใหญ่ของมันจะช่วยในการกระจายน้ำหนักเหนือแผ่นน้ำ
แข็งบางๆ และถ้าหากน้ำแข็งบางเกินไป พวกมันจะนอนราบไปบนพื้นน้ำแข็งเพื่อป้องกันไม่
ให้เกิดการแตกหัก หมีเพศเมียที่ตั้งท้องต้องขุดโพรงสำหรับคลอดลูกในฤดูใบไม้ร่วง ลูกหมีมักถือกำเนิดในเดือนธันวาคมและมกราคม ตอนเกิดพวกมันจะมีน้ำหนักเพียงหนึ่งปอนด์เท่านั้น และจะใช้
เวลา 3 – 4 เดือน ในการกินและนอนหลับเคียงข้างแม่ แต่ไม่ใช่การจำศีล เพราะหมีขั้วโลก
ไม่มีการจำศีล หมีขั้วโลกจะกินเกือบทุกสิ่ง มันกินวอลรัส สุนัขจิ้งจอก นกทะเล ในบางครั้งฝูงวาฬเบลูก้า จะว่ายเข้ามาติดในช่องว่างระหว่างแพน้ำแข็ง ทำให้หมีหาอาหารง่าย หมีขาวร่างใหญ่กินอาหารหลากชนิด แต่สัตว์หลากชนิดเหล่านั้นต้องอาศัยหมีเหมือนกัน เช่นสุนัขจิ้งจอกขั้ว
โลก มันจะคอยติดตามหมีอยู่เสมอเพื่อหาเศษอาหารที่เหลือ นอกจากหมีขั้วโลกจะกินเนื้อ
สัตว์แล้ว มันยังต้องหาแหล่งแร่ธาตุและวิตามินเพื่อพวกมันจะได้กินอาหารครบหมู่ แม่หมี
จะคอยแสดงให้ลูกเห็นถึงประโยชน์ของการกินผักเขียวตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเพราะเจ้าตัว
เล็กชอบที่จะเลือกกิน หมีขั้วโลกทั้งเพศผู้และเพศเมีย ต่างเป็นนักพเนจรที่โดดเดี่ยว แยกห่างจากกันและกัน นอกเหนือจากเวลาที่พวกมันมาชุมนุมกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น ในฤดูผสมพันธุ์ หมีที่สูง10 ฟุต โตเต็มที่อาจอยู่ได้นาน 30 ปี ตลอดชีวิตของหมีขั้วโลกนั้น การอดทน การออกล่า
การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด นี่คือวิถีแห่งราชาน้ำแข็ง วิถีแห่งหมีขั้วโลกอย่างแท้จริง Penguin
คำ penguin มาจากคำในภาษาสเปนว่า penguinos ซึ่งแปลว่า สัตว์ที่มีไขมันในร่างกายมาก ในอดีตเมื่อ 60 ล้านปีมาแล้ว บรรพสัตว์ของเพนกวินอาศัยอยู่ทั่วทุกหนแห่งบนโลก แต่ในสมัยปัจจุบัน เราพบเห็นเพนกวินเฉพาะในบริเวณริมทวีปแอนตาร์กติกา หมู่เกาะ Galapagos และอเมริกาใต้เท่านั้น ในปี พ.ศ. 2534 H. Cosquer ชาวฝรั่งเศส ขณะดำน้ำเข้าไปในถ้ำใกล้ทะเลชายฝั่งนอกเมือง Marseilles เมื่อโผล่พ้นน้ำในถ้ำ ได้เห็นภาพวาดรูปนกที่บริเวณเพดานถ้ำว่านกเหล่านั้น มีลักษณะคล้ายเพนกวินมาก ภาพวาดจึงแสดงให้เห็นว่า ในอดีตเมื่อ 25,000 ปีก่อนนี้ เพนกวินเคยอาศัยอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมีตัวสูงถึง 1.5 เมตร อีกทั้งหนักประมาณ 50 กิโลกรัม แต่เพนกวินปัจจุบันเช่น (Emperor penquin) เพนกวินจักรพรรดิสูงเพียง 1.2 เมตร และหนักเพียง 40 กิโลกรัมเท่านั้นเอง โดยทั่วไปเพนกวินมีความสามารถในการว่ายน้ำได้ดีพอๆ กับแมวน้ำ ปีกที่แข็งแรงของมันช่วยให้มันลิงโลดกระโดดคลื่นได้ดีพอๆ กับปลาโลมา มันใช้ปีกว่ายน้ำและใช้ขาต่างหางเสือ เวลาอยู่บนน้ำแข็งมันใช้ปีกต่างไม้เท้าประคองตัว และใช้ท้องไถลตัวไปบนก้อนน้ำแข็ง
เพนกวินชอบอาหารซีฟูด เช่น กุ้ง ปลาหมึก และปลาชนิดต่างๆ เมื่อถึงหน้าหนาวซึ่งเป็นยามอาหารขาดแคลน มันสามารถอดอาหารได้นานเป็นเดือน สังคมของเพนกวินคล้ายสังคมคนคือ มีการสมรส ต่อสู้ หย่าร้าง และสนุกสนาน เพราะเพนกวินตัวผู้และตัวเมียมีรูปร่างที่คล้ายกันมาก ดังนั้น เพนกวินจึงตกหลุมรักเพศเดียวกันบ่อย แต่เมื่อมันได้คู่สร้างคู่สมแล้ว จะทำหน้าที่พ่อและแม่ได้ดี เช่น เมื่อตัวเมียวางไข่แล้วมันจะไม่ฟักไข่ แต่จะเดินลงทะเลว่ายน้ำหนีหายไปให้ตัวผู้นั่งฟักไข่แทน ซึ่งตัวผู้ก็จะทำหน้าที่อย่างดุษณีภาพ โดยเอาไข่ซุกที่ใต้ท้องระหว่างขาทั้งสองข้าง แล้วยืนฟักไข่ในอิริยาบถนั้นนาน 60 วัน โดยไม่กินอาหารหรือเล่นน้ำเลย ทั้งนี้เพราะเพนกวินมีไขมันในตัวมาก ดังนั้น ท้องของมันจะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ได้ดีจนลูกเพนกวินฟักเป็นตัว แล้วเพนกวินตัวผู้ก็จะเดินลงทะเลหาอาหาร ทิ้งให้แม่เพนกวินดูแลแทนบ้าง เพนกวินเป็นสัตว์ที่รักลูกมาก ดังนั้น เวลาลูกนกขาดพ่อและแม่ดูแล (ชั่วคราว) นกเพนกวินตัวอื่นๆ ที่มิใช่พ่อแม่จริงจะกรูเข้ารุมเลี้ยง จนบางครั้งลูกนกสำลักความรักตาย และเมื่อลูกนกเพนกวินมีอายุได้ 7 สัปดาห์ พ่อและแม่จะทิ้งลูกให้เผชิญโลกตามลำพัง จนบางครั้งลูกนกเจอมัจจุราช เช่น นก skua ซึ่งจะบินโฉบจับลูกนกไปกินทั้งเป็นเพนกวินเป็นนกที่ไม่ฉลาดนัก ดังจะเห็นได้จากกรณีที่เพนกวินตัวผู้บางครั้งยืนฟักก้อนหิน เพราะนึกว่าเป็นไข่จริง
ในสมัยโบราณ เวลานักผจญภัยเดินทางถึงทวีปแอนตาร์กติกา
เขามักนิยมนำเนื้อเพนกวินมาทำอาหารโดยการปิ้ง ย่าง ทำสตูหรือซุป และนำไข่มาปรุงอาหารต่างไข่ไก่ เมื่อ Sir Francis Drake เดินทางรอบโลก ท่านได้บันทึกว่าเหล่ากะลาสีเรือขณะเดินทางผ่านช่องแคบ Magellan ได้ล่าเพนกวินถึง 3,000 ตัว เพื่อบริโภคเนื้อเป็นอาหาร และใช้ไขมันต่างน้ำมันเชื้อเพลิง
นักชีววิทยาปัจจุบันสนใจศึกษาเพนกวินมาก เพราะมันเป็นนกที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ยาก ดังนั้น เวลาสภาวะมหาสมุทรแอนตาร์กติกาเปลี่ยนแปลงจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ชีวิตเพนกวินจะถูกกระทบกระเทือนทันที ด้วยเหตุนี้ข้อมูลสุขภาพของเพนกวิน จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสถานภาพของมหาสมุทรแอนตาร์กติกา
ในปี พ.ศ. 2539 B.R. Wouston แห่งมหาวิทยาลัย Old Dominion ที่เมือง Norfolk ในรัฐ Virginia ของสหรัฐอเมริกา ได้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กติดที่ปีกของเพนกวิน 300 ตัว

เพื่อให้อุปกรณ์รายงานข้อมูลวิธีหาอาหาร ว่ายน้ำ นอน กิน หายใจ และสืบพันธุ์ของเพนกวินตลอด 24 ชั่วโมง การสำรวจครั้งนั้นได้ทำให้เขารู้ว่า เพนกวินวัยรุ่นบางตัวเดินทางหาอาหารไกลจากขั้วโลกใต้ถึง 2,845 กิโลเมตร ณ วันนี้นักชีววิทยาได้สำรวจตรวจพบว่า เพนกวินมี 17 ชนิด เช่น ชนิดจักรพรรดิที่ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่หนาวจัดที่สุดในโลก ส่วนเพนกวินที่อาศัยอยู่บนเกาะ Galapagos นั้น มีขนาดสูงเท่าเข่า แต่เพราะถิ่นสถานที่อยู่ของมันอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ดังนั้น ในบางครั้งเราจึงเห็นเพนกวินพันธุ์นี้หอบเหมือนสุนัข ทั้งนี้ก็เพื่อระบายความร้อนออกจากตัวนั่นเอง ส่วนเพนกวินพันธุ์ Macaroni ที่สืบพันธุ์ในแอนตาร์กติกา และอเมริกาใต้นั้นจะชอบอาศัยอยู่ในถ้ำ หรือขุดโพรงอยู่
Bernard A. Stonehouse นักปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ในประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลหนึ่งที่ต้องการศึกษาวิวัฒนาการของเพนกวิน เขาจึงได้ศึกษาฟอสซิล และ DNA ของนกชนิดนี้ และก็ได้พบว่า การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศในยุคน้ำแข็งได้ทำรหัสพันธุกรรม (genome) ของเพนกวินเปลี่ยนแปลงด้วย
เมื่อประมาณ 100 ปีก่อนนี้ นักปักษีวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า เพราะเพนกวินเป็นนกที่บินไม่ได้ ดังนั้นบรรพสัตว์ของเพนกวินคงได้เแยกตัวจากบรรพสัตว์ของนกทั่วไปเป็นเวลานมนานแล้ว และนั่นก็หมายความว่า เพนกวินตัวแรกของโลกเกิดก่อนนกดึกดำบรรพ์ Archaeopteryx ซึ่งเป็นบรรพสัตว์ของนกปัจจุบัน
แต่เมื่อถึงวันนี้ นักปักษีวิทยาเชื่อใหม่ว่า เพนกวินตัวแรกอุบัติบนโลกเมื่อประมาณ 80 ล้านปีก่อนนี้ และ Archaeopteryx ก็เป็นต้นตระกูลของเพนกวินด้วย นอกจากนี้ญาตินกที่ใกล้ชิดเพนกวินที่สุดคือ albatross ซึ่งเป็นนกที่ชอบบินถลาลมหา ปลาในทะเลมีปีกที่ยาวมาก
การขุดพบฟอสซิลของเพนกวินในปี 2402 ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟอสซิลของนก albatross ทำให้นักปักษีวิทยาปักใจมากว่า เพนกวินและ albatross มีต้นตระกูลร่วมกัน และเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนนี้ การศึกษา antibody ในเลือดและ DNA ของเพนกวิน และ albatross ก็ได้ยืนยันมั่นเหมาะว่า นกสองชนิดนี้เป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน
การรู้ข้อมูลเช่นนี้ทำให้นักชีววิทยาสามารถรู้เส้นทางการวิวัฒนาการของเพนกวินได้ดี และเมื่อนักชีววิทยาได้ศึกษาลักษณะของจะงอยปาก สี ขน ของมัน และลูกมันรวมทั้งพฤติกรรมการฟักไข่ และจำนวนไข่ที่ออกในแต่ละครั้ง เขาก็รู้ว่านกเพนกวินขนาดเล็ก (Eudyptula) ที่ชอบอาศัยอยู่ตามบริเวณฝั่งของนิวซีแลนด์ แทสเมเนีย และออสเตรเลียกับเพนกวินบนเกาะ Galapagos และเกาะ Magellan ก็เป็นญาติที่ใกล้ชิดกันด้วย
การศึกษาฟอสซิลของเพนกวินทำให้นักชีววิทยาพบอีกว่า เพนกวินประมาณ 40 ชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว และเพนกวินในสมัยดึกดำบรรพ์มีปีกที่มีขนาดเล็กกว่าเพนกวินปัจจุบัน การอาศัยอยู่ในทะเล และการมีกระดูกที่แข็งแรงทำให้กระดูกของเพนกวินที่ตายเป็นฟอสซิลที่ดี และกระดูกเหล่านี้ชี้บอกว่า เพนกวินตัวแรกของโลกอุบัติที่นิวซีแลนด์ และได้แพร่พันธุ์จากที่นั่น เมื่อ 58-60 ล้านปีมาแล้ว
อนึ่ง การขุดพบฟอสซิลของเพนกวินที่ Tierra del Fuego ซึ่งอยู่ทางใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ดินแดนดังกล่าวเคยเป็นสถานที่อาศัยของเพนกวิน เมื่อ 37-40 ล้านปีก่อนนี้ และเพนกวินพันธุ์นี้มีขนาดเล็กกว่าเพนกวินจักรพรรดิเล็กน้อย
แต่การพบฟอสซิลก็ใช่ว่าจะตอบคำถามเท่านั้น มันยังสร้างปัญหาให้นักชีววิทยาอีกว่า ถ้าเพนกวินแพร่พันธุ์จากทวีปแอนตาร์กติกาขึ้นทางเหนือจริงแล้วเหตุไฉนมันจึงไม่ได้แพร่พันธุ์ถึงขั้วโลกเหนือเล่า ในการตอบปัญหานี้ James L. Goedert แห่งมหาวิทยาลัย Washington ที่ Seattle ในสหรัฐอเมริกาได้อธิบายว่า เพราะในทะเลโลกซีกเหนือมีสิงโตทะเล และสัตว์ที่เป็นศัตรูของเพนกวินมากมาย ดังนั้น เพนกวินจึงไม่มีโอกาสแพร่พันธุ์ในภูมิภาคของโลกส่วนนี้ได้เลย คาราวานเพนกวินที่ขั้วโลกใต้
พวกมันก็โดนสภาวะโลกร้อนเล่นงานหนักไม่แพ้หมีขาว
ใครที่ดูรายการปฐพีชีวิตทางช่อง ๙ เมื่อปลายเดือนมกราคม
หรือเคยชมภาพยนตร์สารคดี “The March of Penguins”
ที่มีนกเพนกวินจักรพรรดินับร้อยนับพันเป็นนักแสดง
คงพอนึกออกถึงการอยู่รอดในสภาพอากาศที่โหดร้าย
(ถ้ายังไม่ได้ดู และอยากหา DVD เรื่องนี้มาดูด้วยตนเอง ขอให้หยุดอ่านที่บรรทัดนี้
เพราะข้อเขียนส่วนต่อไปมีการเปิดเผยถึงเนื้อหาของภาพยนตร์) เพนกวินจักรพรรดิเป็นสายพันธุ์เพนกวินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ตัวโตไม่ได้หมายความว่าจะอยู่รอดในธรรมชาติได้ง่ายดาย
ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง พวกมันต้องฝ่าฟันอุปสรรคยากเข็ญนานัปการ เรื่องราวธรรมชาตินี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเป็นเวลาหลายพันปี แต่มนุษย์เพิ่งค้นพบความอัศจรรย์นี้เมื่อต้นศตวรษที่ ๒๐
และภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ๖ ปีที่แล้วก็ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่มีส่วนผสมของความรัก ความน่าทึ่ง กำลังใจ ความกล้าหาญ และการผจญภัยของเหล่าพ่อแม่เพนกวินได้อย่างลงตัว
โดยให้ทีมงานถ่ายทำ ๔ คนเข้าไปฝังตัวอยู่ที่แอนตาร์กติกนาน ๑๔ เดือน !!! เมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลงและฤดูหนาวกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เพนกวินจักพรรดิจากทุกสารทิศจะว่ายน้ำมายังขั้วโลกใต้…บ้านเกิดของพวกมัน… ต้นเดือนมีนาคม สัญชาตญาณสั่งให้พวกมันละทิ้งทะเล
และพุ่งตัวผ่านรอยแยกของน้ำแข็งขึ้นมาเพื่อออกเดินทางครั้งใหญ่
จากสุดขอบทะเลน้ำแข็งเข้าสู่แผ่นดินตอนใน หรือ “โอเอม็อก” (Oamok)
–ดินแดนที่เหมาะต่อการผสมพันธุ์–

ฤดูหนาวที่นั่นอุณหภูมิลดต่ำเสียจนไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดเข้ามารบกวนการฟักไข่
อีกทั้งพื้นน้ำแข็งก็หนาพอที่จะไม่แยกเป็นส่วนๆ ในวันเริ่มต้นของฤดูร้อนซึ่งลูกเพนกวินยังเล็กอยู่ คาราวานเพนกวินเดินบ้าง ไถตัวไปบนพื้นน้ำแข็งบ้าง รวมระยะทางกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร
แต่ละย่างก้าวเล็กๆ มุ่งสู่สมรภูมิที่ต้องต่อสู้กับความหนาวระดับ -๖๕ องศาเซลเซียส
ด้วยเหตุที่ภูมิประเทศขาวโพลนกว้างโล่งไม่มีตำแหน่งอ้างอิงใดๆ
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จึงเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับสัตว์ปีกหุ่นอ้วนกลม
แม้เนินน้ำแข็งจะเปลี่ยนแปลงทุกปีพวกมันยังสามารถเดินไปถึงจุดหมายเดิมได้อย่างแม่นยำ หลังจากฝูงเพนกวินรวมตัวพร้อมหน้า มันจะเปล่งเสียงร้องหาคู่

เมื่อเจอแล้วเพนกวินสองตัวจะยืนนิ่งอยู่เคียงกัน น่าแปลกว่าท่ามกลางการเปล่งเสียงอันอลหม่านนั้น เพนกวินสามารถจดจำเสียงของคู่ตัวเองได้ถูกต้อง และเนื่องจากจำนวนเพนกวินตัวผู้นั้นน้อยกว่าตัวเมีย ช่วงแรกของการจับคู่จึงเกิดศึกชิงหนุ่มบ้าง แต่สุดท้ายแล้วตัวเมียที่ไร้คู่จะต้องเดินกลับไปสู่ทะเล ไม่มีประโยชน์ที่จะสู้กับฤดูหนาวอันโหดร้ายโดยไม่มีชีวิตของเพนกวินน้อยเป็นสิ่งตอบแทน ค่ำคืนฮันนีมูนผ่านไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม แม่เพนกวินจะออกไข่เพียง ๑ ฟอง และซ่อนมันไว้ในช่องว่างใต้พุง (กระเป๋าหน้าท้องที่คอยสร้างความอบอุ่นให้ไข่) นาฬิกาของชีวิตใหม่เริ่มต้นแล้ว ความระทึกใจมาถึงเมื่อแม่เพนกวินต้องส่งมอบไข่ให้พ่อเพนกวินรับผิดชอบ มันไม่มีนิ้วที่จะหยิบจับได้อย่างง่ายดาย ฟองไข่ก็แสนบอบบาง พื้นน้ำแข็งก็ไม่ราบเรียบ อีกทั้งความหนาวเย็นยังคอยจ้องปลิดชีวิตน้อยๆ ขั้นตอนนี้จึงต้องรวดเร็วและแม่นยำ แม่เพนกวินปล่อยไข่ลงบนพื้นพร้อมกับเดินถอยห่างออกมา พ่อเพนกวินต้องใช้จงอยปากดันไข่ให้ขึ้นมาอยู่บนหลังเท้าของตน ช้าแม้เพียงเสี้ยวนาทีอุณหภูมิพื้นน้ำแข็งจะถ่ายทอดสู่ไข่จนแข็งตัวและแตกร้าว หลังการส่งมอบไข่ แม่เพนกวินจะมุ่งหน้าสู่ทะเล ใช้เวลา ๒-๓ สัปดาห์ในการเพิ่มพลังงานให้ตนเองและกักตุนอาหารมาป้อนลูกน้อย ขณะที่พ่อเพนกวินต้องยืนรักษาไข่ไว้ใต้พุงเหนือหลังเท้าประมาณ ๖๐ วันจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว
ที่ยากกว่านั้นคือทุกตัวต้องร่วมกันฝ่าพายุหิมะที่ร้ายกาจไปให้ได้พร้อมกับรักษาชีวิตน้อยๆ
พวกมันยืนเบียดต้านทานลมที่พัดแรงเร็วประมาณ ๑๖๑-๒๔๑ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม่ที่กินอิ่มต้องรีบเดินทางกลับมายังโอเอม็อกภายใน ๔๘ ชั่วโมงหลังจากที่ลูกเพนกวินเกิด เจ้าตัวเล็กมีพลังงานสะสมน้อยและอ่อนแอเหลือเกิน ถ้าช้า…พ่อเพนกวินซึ่งไม่ได้กินอะไรมานานกว่า ๔ เดือนจะทิ้งลูกและเดินกลับไปยังทะเลก่อนที่ตัวเองจะหมดแรง

ในทางกลับกันถ้าแม่เพนกวินมาทันเวลาและพ่อลูกรอดพายุหิมะมาได้อย่างปลอดภัย
เธอจะมีโอกาสป้อนอาหารมื้อแรกและปล่อยให้พ่อเดินไปสู่ทะเลบ้าง
สลับกันออกไปหาอาหารมาเลี้ยงลูก จนถึงเวลาที่เจ้าตัวเล็กพร้อมจะสัมผัสน้ำทะเลแรกของชีวิตในช่วงฤดูร้อน เมื่อถึงวันนั้นพ่อและแม่เพนกวินจะแยกจากกัน เพื่อรอการสืบทอดสายพันธุ์ที่จะเกิดขึ้นอีกในฤดูหนาวครั้งต่อไป ส่วนลูกๆ รวมฝูงกันลงทะเลเพื่อเผชิญโลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น อีก ๔ ปีข้างหน้าลูกเพนกวินจะโตเต็มวัยและกลับมาปฏิบัติภารกิจอย่างที่พ่อแม่ของมันทำ ภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทำให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายเร็วกว่าปกติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ลูกเพนกวินจักรพรรดิจำนวนมากต้องจบชีวิตลง เพราะยังไม่โตพอที่จะว่ายออกสู่ทะเลในฤดูร้อนที่มาถึงก่อนกำหนด โศกนาฏกรรมแบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ามนุษย์ยังไม่ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง …ลำพังการสร้างชีวิตใหม่ของเพนกวินจักรพรรดิก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว คุณยังจะใจร้ายซ้ำเติมมันได้ลงคอเชียวหรือ…
hooded seal
สัตว์แต่ละชนิดมีวิธีที่ต่างกันในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดทั้งบนบกและในน้ำ
การดำดิ่งลงไปในน้ำที่เย็นจัดอาจทำให้ตัวเราถึงกับสั่นสะท้านได้ แต่ไม่เกิดผลเหล่านี้กับแมวน้ำ hooded seal (Cystophora cristata) แน่นอน เมื่อเจ้าสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้เกิดตัวสั่นเพราะความหนาวเย็นของอากาศในเวลาที่มันอยู่บนบก มันก็จะพุ่งกระโจนลงไปในน้ำเย็นทันที วิธีนี้ช่วยมันให้เก็บรักษาออกซิเจนและบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองจากการดำน้ำเป็นเวลานานได้
นักวิจัยได้ใช้เวลาในการศึกษาร่วมสิบปีในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสรีรวิทยาขณะดำน้ำของแมวน้ำ แมวน้ำสามารถดำน้ำได้นานต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งดูเหมือนว่าการกระทำเช่นนั้นน่าจะทำให้มันขาดออกซิเจนได้
Lars Folkow และคณะจากมหาวิทยาลัย Tromsø ประเทศนอร์เวย์ ได้รายงานไว้ในการประชุมของสมาคมสรีรวิทยาแห่งอเมริกาที่เวอร์จิเนีย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมาว่า “การควบคุมไม่ให้ร่างกายสั่นเป็นหนึ่งในเทคนิคพิเศษที่ทำให้สัตว์สามารถดำน้ำได้เป็นเวลานาน”
Folkow และคณะ ได้นำแมวน้ำ hooded seal จำนวน 12 ตัวที่ผ่านการฝึกมาแล้ว มัดไว้กับกระดานที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ จากนั้น ก็ปรับระดับของกระดานให้อยู่เหนือน้ำ แล้วลดอุณหภูมิลงจนถึง – 35 องศาเซลเซียส แมวน้ำจะเริ่มตัวสั่นเพื่อที่จะรักษาความอบอุ่นไว้ เมื่อลองปรับลดระดับของกระดานให้อยู่ต่ำลงไปในน้ำที่เย็นจัด พวกมันกลับหยุดสั่นในทันที Folkow และคณะ บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของร่างกายของแมวน้ำขณะทำการทดลองและพบว่า การหยุดสั่นทำให้อุณหภูมิของร่างกายแมวน้ำลดลง มีผลทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึมลดลงไปด้วย ส่งผลให้แมวน้ำมีความต้องการใช้ออกซิเจนน้อยลง
ไม่ใช่สัตว์เลือดอุ่นทุกชนิดที่สามารถใช้วิธีการนี้ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายเพื่อความอยู่รอดได้ สำหรับแมวน้ำ มันจำเป็นที่จะต้องทนอยู่ในน้ำที่หนาวเย็นเป็นเวลานานเพื่อที่จะหาอาหารมาดำรงชีวิต เนื่องจากมันใช้เวลาถึงร้อยละ 80 ในการหาอาหาร ซึ่งพวกมันสามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อโผล่พ้นจากผิวน้ำ เมื่อแมวน้ำลงไปอยู่ในน้ำได้ 15 นาที อุณหภูมิของสมองของมันจะลดลง 3 องศาเซลเซียส สมองที่เย็นขึ้นจะต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงน้อยลง ซึ่งช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองจากการดำน้ำได้
แมวน้ำสามารถทนต่อภาวะที่สมองขาดออกซิเจนได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า การเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถเข้าใจถึงสภาวะที่สมองของมนุษย์ขาดออกซิเจน เช่น การเป็นลมเนื่องจากสมองขาดเลือด (stroke ) หรือ ภาวะหัวใจวายได้
นอกจากนี้ ขณะดำน้ำอัตราการเต้นของหัวใจแมวน้ำลดลง 90 ถึง 10 ครั้งต่อนาที การตอบสนองต่อการดำน้ำแบบนี้ ช่วยแมวน้ำในการเก็บรักษาออกซิเจนเอาไว้ และลำเลียงเลือดไปยังอวัยวะอื่นที่ต้องการมากกว่า
สรุปก็คือ การปรับตัวลดลงของทั้งอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของร่างกาย เป็นสิ่งที่ช่วยให้แมวน้ำสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน ชื่อ hooded seal ของมันมีความหมายนะคะ เนื่องจากมันมีถุงขนาดใหญ่ดูแล้วเหมือนกับ “หมวก” ยื่นจากรูจมูกถึงบริเวณหน้าผาก เมื่อพองตัวเต็มที่ก็จะเหมือนกับลูกยางกลมๆ สีแดงลูกใหญ่ “หมวก” ที่ว่านี้จะพบเฉพาะในแมวน้ำเพศผู้ที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้นค่ะ แมวน้ำเพศผู้จะมีขนาดตัวยาว 2.5 - 3 เมตร และหนัก 300 - 400 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียจะมีขนาดตัวยาว 2 - 2.2 เมตร และหนักประมาณ 160 กิโลกรัม แมวน้ำชนิดนี้อาศัยอยู่บริเวณทะเลแอตแลนติกเหนือ แถวๆ เกาะแจน มายัน นิวฟาวด์แลนด์ และอ่าวเซนต์ลอว์เรนซ์ อาหารของมันได้แก่ หอยจำพวกหอยแมลงภู่ ปลาดาว ปลาหมึก กุ้ง ปลาแฮร์ริ่ง และปลาคอด


ภาพลงที่ล
ภาพลงที่ลงนี้ก็ดีนะ อืมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เจ๋งมากน้
เจ๋งมากน้อง *-*
รู้สึกว่า
รู้สึกว่า ชื่อกระทู้
pola น่าจะเป็น polar มากกว่านะคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
ในช่วงเดื
ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม และมีนาคม-เมษายน จะเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณใกล้แถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ คือปรากฏการณ์แสงออโรร่่า 642-655 dumps หรือแสงเหนือ HP0-S17 dumps เป็นแสงมลังเมลืองที่พาดผ่านท้องฟ้าตอนค่ำ เกิดจากปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กโลก รายละเอียดขอไปทำการบ้านแล้วจะมาเล่าต่อวันหลังนะครับ HP0-J18 dumps
Sorry. Nothing can be so
Sorry. Nothing can be so amusingly arrogant as a young man who has just discovered an old idea and thinks it is his own. Help me! It has to find sites on the: Maxiglide store locator. I found only this - lemon master cleanse diet. It was domestically next to charge up an consumer complaint to finish distinction privacy or years for a income of speeches, and to help with some surrender of empire how slow each empire in the income should transfer to a professional expertise argued to state a aimed information of consultation. On the sixteen-year advice if you give a potential and he or she refers population, benefits, etc. THX :mad:, Yervant from United.
แสดงความคิดเห็น